บทที่ 19 เรื่องเล็กน้อยในจวน
พ่อบ้านเงียบอยู่นานกว่าจะเริ่มเล่า
เรื่องแรกที่กล่าวถึงเป็นเพียงเรื่องธรรมดา
คุณหนูใหญ่สั่งโบยเซี่ยจิ่งเหิงสิบไม้
มือของเจียงเหวินโจวที่กำลังเปิดฎีกาไม่ได้หยุดลง
เรื่องนี้เขาเคยได้ยินแล้ว
ตอนที่ข่าวส่งไปถึงเขา รายละเอียดมีเพียงว่าเซี่ยจิ่งเหิงทำปิ่นหยกของหว่านหว่านแตก บุตรสาวโมโหจึงสั่งลงโทษ
สิบไม้สำหรับเด็กอายุสิบสามย่อมไม่น้อย
แต่เมื่อคิดถึงนิสัยเอาแต่ใจของบุตรสาว
เจียงเหวินโจวกลับสงสัยเสียมากกว่าว่าเหตุใดครั้งนี้นางจึงหยุดเพียงเท่านั้น
“เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว”
“ขอรับ”
พ่อบ้านรับคำ แต่ไม่ได้ถอยออกไป
เจียงเหวินโจวจึงเงยหน้าขึ้น
“ยังมีอะไรอีก”
คราวนี้อีกฝ่ายลังเล
“หลังจากนั้น คุณหนูใหญ่ส่งยาไปให้คุณชายเซี่ยขอรับ”
มือที่จับฎีกาวางลง
เจียงเหวินโจวเงยหน้าช้า ๆ
“หว่านหว่าน?”
“ขอรับ”
“ส่งยา?”
“ขอรับ”
เจียงเหวินโจวเงียบไป
ดูเหมือนเรื่องนี้น่าแปลกใจกว่าการสั่งโบยเสียอีก
พ่อบ้านจึงเล่าต่อ
คุณหนูใหญ่ไม่เพียงส่งยาไปให้ แต่ยังไปเรือนตะวันตกด้วยตนเอง หลังจากนั้นไม่นานก็ไปพูดกับฮูหยินผู้เฒ่า ขอให้ย้ายเซี่ยจิ่งเหิงออกจากเรือนเดิม
คราวนี้เจียงเหวินโจววางฎีกาลงจริง ๆ
“เหตุใดต้องย้ายเรือน”
พ่อบ้านนิ่งไป
“เรือนเดิม...ค่อนข้างทรุดโทรมขอรับ”
“ทรุดโทรมเพียงใด”
ไม่มีคำตอบในทันที
เพียงเท่านั้น เจียงเหวินโจวก็เข้าใจแล้วว่า
‘ค่อนข้าง’ ของพ่อบ้านคงไม่ใช่เพียงหลังคารั่วหนึ่งแห่งหรือหน้าต่างชำรุดหนึ่งบาน
คิ้วของเขาค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน
“เหตุใดไม่มีผู้ใดรายงานข้า”
“นายท่านเดินทางอยู่ตลอด อีกทั้งเรื่องภายในเรือนล้วนอยู่ในการดูแลของฮูหยินผู้เฒ่า พวกบ่าวจึง…”
เสียงของพ่อบ้านค่อย ๆ เบาลง
เจียงเหวินโจวไม่ได้ตำหนิ
เพราะเขารู้ดีว่าส่วนหนึ่งเป็นความผิดของตนเอง
ก่อนออกจากเมืองหลวง เขาฝากเรื่องภายในจวนไว้กับมารดา คิดเพียงว่ามีผู้ใหญ่ดูแลอยู่ เด็กคนหนึ่งคงไม่ถึงกับได้รับความลำบาก
ส่วนเรื่องระหว่างหว่านหว่านกับเซี่ยจิ่งเหิง เขาก็เคยได้ยินอยู่บ้าง บุตรสาวไม่ชอบเขา ชอบหาเรื่อง
บางครั้งถึงขั้นลงโทษ
แต่ในความคิดของคนเป็นพ่อ เด็กอายุสิบกว่าปี
จะสร้างเรื่องใหญ่ได้สักเพียงใด
ดูเหมือนเขาจะประเมินบุตรสาวของตนต่ำเกินไป
หรือไม่ก็ประเมินอิทธิพลของนางในจวนต่ำเกินไป
“พาข้าไปดู”
พ่อบ้านอึ้งงัน
“ตอนนี้หรือขอรับ”
“ตอนนี้”
เรือนตะวันตกถูกปล่อยว่างหลังจากเซี่ยจิ่งเหิงย้ายออก
เมื่อเจียงเหวินโจวมาถึง สิ่งแรกที่เห็นคือประตูไม้เก่าซึ่งปิดไม่สนิท
ด้านในสะอาดพอควร แต่ความสะอาดไม่อาจปิดบังความทรุดโทรมได้
กรอบหน้าต่างผุ โต๊ะมีรอยแตก
มุมหนึ่งของหลังคายังเห็นร่องรอยน้ำรั่วเก่า ๆ
เจียงเหวินโจวยืนอยู่กลางห้องเป็นเวลานาน
“เขาอยู่ที่นี่มานานเท่าใด”
พ่อบ้านบอกระยะเวลาออกมา
สีหน้าของนายท่านมืดครื้ม
“ฤดูหนาวเล่า”
“มีเตาถ่านขอรับ”
“ถ่านชนิดใด”
พ่อบ้านเงียบอีกครั้ง
ครั้งนี้เจียงเหวินโจวไม่ถามต่อ
เขาเดินออกจากเรือนเก่า แล้วให้พ่อบ้านนำทางไปยังเรือนใหม่
สถานที่แห่งนั้นแตกต่างกันมาก
ไม่ได้หรูหรา แต่สะอาด เงียบสงบ
เครื่องเรือนครบถ้วน และอยู่ไม่ไกลจากหอหนังสือ
ระหว่างเดินผ่านลานเล็กด้านข้าง เจียงเหวินโจวกลับหยุดฝีเท้า ตรงหน้ามีแปลงดินอยู่สองแปลง
ดินเพิ่งถูกพลิกใหม่ เห็นได้ชัดว่ามีคนจัดการเมื่อไม่นาน
“นี่อะไร”
พ่อบ้านมองตาม
“แปลงผักของคุณหนูใหญ่ขอรับ”
เจียงเหวินโจวหันมามอง
“ของผู้ใดนะ”
“คุณหนูใหญ่ขอรับ”
ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่ง
เจียงเหวินโจวหันกลับไปมองแปลงดินอีกครั้ง
บุตรสาวของเขาหรือ
เด็กที่ไม่ยอมแม้แต่จะเหยียบพื้นหลังฝนตกเพราะกลัวรองเท้าเปื้อน?
“หว่านหว่านปลูกผัก?”
“ขอรับ”
“เพราะเหตุใด”
คราวนี้พ่อบ้านจนคำตอบอย่างแท้จริง
เรื่องนี้แม้แต่คนในจวนก็ยังไม่เข้าใจ
เจียงเหวินโจวมองแปลงผักด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ก่อนสายตาจะเหลือบเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินออกมาจากเรือนไม่ไกล เซี่ยจิ่งเหิงหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นเขา
จากนั้นจึงเข้ามาคำนับอย่างเหมาะสม
“คารวะท่านเจียง”
เจียงเหวินโจวมองเด็กหนุ่มตรงหน้า
ผอมกว่าที่เขาจำได้เล็กน้อย แต่ยืนหลังตรง
สีหน้าสงบนิ่ง เสื้อผ้าแม้ไม่ใช่ของดีแต่กลับดูสะอาดเรียบร้อย
เขาเคยพบเด็กคนนี้หลายครั้ง
แต่ไม่เคยตั้งใจมองจริง ๆ
“พักอยู่ที่นี่เป็นอย่างไร”
เซี่ยจิ่งเหิงตอบตามจริง
“ดีมากขอรับ”
“ขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่”
“ไม่มีขอรับ”
คำตอบสุภาพจนจับสิ่งใดไม่ได้
เจียงเหวินโจวพยักหน้า ก่อนมองหนังสือ
ที่เด็กหนุ่มถืออยู่ในมือ
“กำลังจะไปหอหนังสือหรือ”
“ขอรับ”
“อ่านอะไรอยู่”
เซี่ยจิ่งเหิงบอกชื่อหนังสือออกมา
เจียงเหวินโจวเลิกคิ้วเล็กน้อย
หนังสือเล่มนั้นไม่ใช่สิ่งที่เด็กทั่วไปจะหยิบมาอ่านเล่น
“อ่านเข้าใจหรือ”
“บางส่วนขอรับ ส่วนที่ไม่เข้าใจ ข้าจดเอาไว้ก่อน”
คราวนี้เจียงเหวินโจวพยักหน้า
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มนานขึ้น
ก่อนเสียงหนึ่งจะดังมาจากอีกด้านของลาน
“ท่านพ่อ!”
คนทั้งสามหันไปพร้อมกัน
เจียงหว่านอี๋ยืนอยู่ตรงทางเดิน ใบหน้าเล็กมีเลือดฝาดจากการเดินมาอย่างร้อนรน
นางมองบิดา มองเซี่ยจิ่งเหิง
จากนั้นมองแปลงผักของตนเอง
เด็กหญิงรีบเดินเข้ามา ก่อนกางแขนข้างหนึ่งขวางแปลงผักเอาไว้ราวกับกลัวใครจะมายึดที่
“ท่านพ่อมาทำอะไรที่นี่เจ้าคะ”
เจียงเหวินโจวมองบุตรสาว
แล้วมองแปลงผักด้านหลังนาง
“พ่อมาดูผักของเจ้า”
เจียงหว่านอี๋เงียบไป
ก่อนเชิดคางขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ยังไม่งอก”
“พ่อเห็นแล้ว”
“เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรให้ดู”
กล่าวจบ นางยังขยับตัวบังแปลงผักมากกว่าเดิม
เจียงเหวินโจวมองท่าทางนั้นแล้วนึกขำ
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจยิ่งกว่าแปลงผัก
คือบุตรสาวของเขายืนอยู่ข้างเซี่ยจิ่งเหิงโดยไม่แสดงท่าทีรังเกียจ
ต่างจากครั้งสุดท้ายที่เขากลับจวน
ราวกับเป็นคนละคน
